ผลิตแตนเบียนสู้เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง
Source - ไทยโพสต์ (Th)
Friday, January 29, 2010 04:36
10918 XTHAI V%PAPERL P%TPD
กรุงเทพฯ--29 ม.ค.--ไทยโพสต์
การแพร่ระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น ได้สร้างความหนักใจให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังค่อนข้างมาก เพราะมีผลกระทบต่อผลผลิต ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดการณ์ว่า การระบาดอย่างรุนแรงของเพลี้ยแป้งในแหล่งปลูกมันสำปะหลัง 20 จังหวัดในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังลดลงคิดเป็นมูลค่ากว่า 2,800 ล้านบาท ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานหนึ่งที่เร่งแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยมีแผนควบคุมและกำจัดเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังด้วยชีววิธี โดยใช้ "แตนเบียน" Anagyras lopezi ซึ่งเป็นศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยแป้ง น่าจะเป็นทางออกที่ดีในการแก้ปัญหาในระยะยาวได้
นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า แตนเบียนที่กรมวิชาการเกษตรนำมาใช้ควบคุมการระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังในขณะนี้คือ แตนเบียน Anagyras lopezi นับเป็นแมลงที่ประโยชน์ สามารถช่วยทำลายเพลี้ยแป้งชนิดสีชมพูได้ เดิมแตนเบียนชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งนักกีฏวิทยาจากสถานบันวิจัยเกษตรเขตร้อน (International for Tropical Agriculture, CIAT) ประเทศโคลัมเบีย สำรวจพบครั้งแรกที่ประเทศปารากวัย และนำไปใช้ควบคุมเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังชนิดสีชมพูที่ระบาดในประเทศต่างๆ รวม 25 ประเทศในแอฟริกาตะวันตกประสบผลสำเร็จมาแล้ว
เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552 ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรได้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์แตนเบียน A. lopezi จำนวน 500 ตัว จากสาธารณรัฐเบนิน เพื่อเพาะขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนที่ห้องปฏิบัติการของสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช พร้อมศึกษาทดสอบในห้องปฏิบัติการกักกันแล้ว พบว่ามีความปลอดภัย สามารถนำมาใช้ควบคุมเพลี้ยแป้งในประเทศไทยได้ จึงขออนุมัตินำแตนเบียนออกปล่อยเพื่อทดสอบนำร่องในแปลงปลูกมันสำปะหลังภายในศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง ซี่งเป็นพื้นที่หนึ่งที่พบการระบาด นอกจากนี้ยังจะนำไปปล่อยเพื่อประเมินผลเพิ่มเติมที่สถาบันวิจัยมันสำปะหลังแห่งประเทศไทย (ห้วยบง) และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครราชสีมา โดยจะติดตามประเมินผลความสามารถในการอยู่รอดของแตนเบียนอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะสามารถทราบผลได้ภายใน 6 เดือน ทั้งยังจะประเมินประสิทธิภาพในการควบคุมเพลี้ยแป้งด้วย ซึ่งคาดว่าจะสามารถทราบผลได้ในเวลาประมาณ 1 ปี ภายหลังการปล่อย
"การใช้แตนเบียนควบคุมเพลี้ยแป้ง เป็นการใช้ประโยชน์จากการควบคุมศัตรูพืชโดยธรรมชาติ ไม่มีอันตรายต่อคน สัตว์ และสภาพแวดล้อม ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลานานเพื่อรอให้เห็นผลในการควบคุม แต่ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจะเกิดความยั่งยืน"
นางอัมพร วิโนทัย นักกีฏวิทยาชำนาญการพิเศษ สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กล่าวถึงแตนเบียนเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพูว่า เป็นแมลงขนาดเล็ก มีลำตัวยาว 1.2-1.4 มิลลิเมตร สีดำสะท้อนแสง เพศเมียมีขนาดใหญ่กว่าเพศผู้ มีปล้องฐานหนวดส่วนที่ต่อจากหัว ลักษณะเป็นแผ่นแบน ขนาดใหญ่กว่าหนวดปล้องอื่นๆ ส่วนเพศผู้มีปล้องหนวดเรียวยาวทุกปล้อง สำหรับแตนเบียนเพศเมียมีอวัยวะวางไข่ลักษณะคล้ายเข็มปลายแหลมเรียวยาว ปกติจะเก็บซ่อนอยู่ใต้ท้อง ใช้แทงฆ่าเพลี้ยแป้งโดยตรง และใช้วางไข่ในลำตัวเพลี้ยแป้งด้วย
แตนเบียนชนิดนี้จะเข้าทำลายเพลี้ยแป้งได้ 2 วิธี ได้แก่ การห้ำ และการเบียน โดยจะออกล่าและฆ่าเพลี้ยแป้งด้วยการใช้อวัยวะวางไข่แทงเข้าไปในลำตัวเพลี้ยแป้งเพื่อสร้างบาดแผล จากนั้นจะใช้ปากดูดกินของเหลวจากรอยแผล เพื่อนำโปรตีนจากของเหลวในลำตัวเพลี้ยแป้งไปสร้างไข่ ซึ่งจะทำให้เพลี้ยแป้งตายทันที เมื่อไข่พัฒนาและพร้อมวางไข่แล้ว แตนเบียนเพศเมียจะทำหน้าที่เป็นตัวเบียน โดยใช้อวัยวะวางไข่แทงเข้าไปภายในตัวเพลี้ยแป้ง แต่วิธีเบียนนี้จะให้เพลี้ยแป้งค่อยๆ ตายไป เมื่อไข่ของแตนเบียนฟักตัวเป็นหนอน หนอนจะดูดกินของเหลวในลำตัวเพลี้ยแป้ง กระทั่งเพลี้ยแป้งตายจะมีลักษณะเป็นซากแข็งสีน้ำตาล และมีดักแด้แตนเบียนอยู่ภายใน เรียกว่า "มัมมี่"
แตนเบียน A. Lopezi จะทำลายทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยแป้ง ระยะเวลาตั้งแต่วางไข่ถึงตัวเต็มวัยเจาะออกจากมัมมี่ ประมาณ 17-20 วัน ซึ่งแตนเบียน 1 ตัวจะสามารถฆ่าและทำลายเพลี้ยแป้งได้วันละ 20-30 ตัว ขึ้นอยู่กับขนาดขนาดของเพลี้ยแป้งที่ถูกกิน และลงเบียนเพลี้ยแป้งได้วันละ 15-20 ตัว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรได้เตรียมการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีเกี่ยวกับการเพาะขยายพันธุ์แตนบียน A. lopezi ให้กับกรมส่งเสริมการเกษตร ภายใต้โครงการการจัดการเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเพิ่มจำนวนมากขึ้นและนำไปใช้ควบคุมการระบาดของเพลี้ยแป้งไม่ให้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างขึ้น เป้าหมายจำนวน 2.7 ล้านตัว คาดว่าน่าจะช่วยแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรได้ในระยะยาว.--จบ-- |