| เงินจะเฟ้อหรือเงินจะฝืด
เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ในระยะหลังนี้ ผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาเตือนบ่อยครั้ง ว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายขณะนี้ต่ำกว่าปกติ และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปีนี้อาจสูงเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ ดังนั้น จึงจะมีความจำเป็นต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นสู่ระดับปกติ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวเป็นที่พอใจ ทั้งนี้ เพื่อควบคุมให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับเหมาะสมตามเกณฑ์ของนโยบาย ในขณะเดียวกัน ประเทศจีนก็ได้ออกนโยบายตรึงความร้อนแรงของเศรษฐกิจ โดยพยายามลดการขยายตัวของสินเชื่อ โดยการเพิ่มดอกเบี้ยพันธบัตรระยะสั้น การกำหนดโควตาการเพื่อของสินเชื่อในปีนี้ และการเพิ่มสัดส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อ ซึ่งเป็นการยอมรับเป็นนัยว่าปัญหาหลัก ที่จะต้องเผชิญในอนาคต คือ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่กำลังกดดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้น และจะเป็นปัญหาในอนาคตได้ จึงต้องเริ่มดำเนินนโยบายการเงินให้เข้มข้นมากขึ้นตามลำดับ
แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นก็ยอมรับว่าปัญหาเงินฝืดในญี่ปุ่นนั้น กำลังจะเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้า ดังนั้น นอกจากจะตรึงดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้ที่ 0.15% แล้วยังอาจต้องมีมาตรการเพิ่มปริมาณเงินเข้าไปในระบบเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา และอังกฤษ ในกรณีของสหรัฐนั้นธนาคารกลางได้เพิ่มปริมาณเงินโดยเข้าซื้อตราสารหนี้ประเภทต่างๆ (พิมพ์เงินซื้อ) มูลค่ารวมกันประมาณ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ (เกือบ 2 เท่าของปริมาณเงินดอลลาร์ที่มีอยู่เดิมในระบบ) ในขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษได้พิมพ์เงินซื้อพันธบัตรรัฐบาลเท่ากับการขาดดุลงบประมาณในปีที่ผ่านมา คือ ประมาณ 10% ของจีดีพี ซึ่งสะท้อนว่าประเทศยักษ์ใหญ่ดังกล่าวมิได้เกรงกลัวเงินเฟ้อแต่กลัวเงินฝืดมากกว่า นอกจากนั้น ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟก็ยังไม่เคยออกมาตักเตือนเรื่องปัญหาเงินเฟ้อ แต่กลับแนะนำมิให้ถอดถอนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วเกินไป เพราะอาจทำให้เศรษฐกิจโลกทรุดตัวลงได้อีก
ความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ก็ดูเสมือนว่าจะแบ่งแยกออกเป็น 2 ฝ่ายเช่นกัน คือ ฝ่ายที่เชื่อว่าความเสี่ยงในอนาคต คือ ความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเงินฝืด กล่าวคือ อุปสงค์มีน้อยทำให้ราคาสินค้าต้องปรับลดลง ขณะที่ต้นทุนค่าจ้างและดอกเบี้ยไม่ลด ทำให้ผู้ผลิตมีกำไรลดหรืออาจต้องขาดทุนและปรับลดการจ้างงานได้ ซึ่งซ้ำเติมให้อุปสงค์ลดลงต่อเนื่อง และเมื่อผู้บริโภคเห็นว่าราคาสินค้ามีแนวโน้มลดลงก็จะรีรอไม่ใช้จ่าย เพราะยิ่งรอยิ่งราคาถูกลง ทำให้ปัญหาเงินฝืดยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
อีกฝ่ายหนึ่งค้านว่านโยบายการเงินที่หละหลวมเป็นพิเศษอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน ทำให้เงินเฟ้อต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน อาทิเช่น สหรัฐซึ่งกดดอกเบี้ยลงเหลือศูนย์ ทำให้แทบจะไม่มีต้นทุนในการกู้เงินมาเก็งกำไรในตลาดหุ้น หรือสินทรัพย์ประเภทต่างๆ กล่าวคือ แม้เงินเฟ้อจะไม่เกิดขึ้นขณะนี้ แต่ก็จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะปริมาณเงินท่วมระบบ บางประเทศก็เผชิญปัญหานี้ไปแล้ว อาทิเช่น จีนและประเทศในเอเชียอื่นๆ ก็จะต้องเผชิญปัญหาเดียวกัน หากไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยและดำเนินนโยบายการเงินที่รัดกุมยิ่งขึ้นเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม นักเศรษฐศาสตร์ที่มีความเห็นไปในแนวทางนี้มักจะยึดมั่นอยู่ในความเชื่อที่ว่า เมื่อปริมาณเงินเพิ่มขึ้นมากก็จะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในที่สุด กล่าวคือ เงินเฟ้อนั้นมีรากเหง้ามาจากปริมาณเงินนั่นเอง (inflation is everywhere a monetary phenomenon)
นอกจากนั้น นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้ยังมีความกังวล ว่า ธนาคารกลางสหรัฐภายใต้นายเบน เบอร์นันเก้ จะถูกกดดันจากการเมืองให้ดำเนินนโยบายการเงินที่หละหลวมเกินไป ดังที่เห็นได้จากการที่นายเบอร์นันเก้เพิ่งได้รับการต่ออายุการเป็นผู้ว่าการธนาคารอย่างเฉียดฉิว โดยการล็อบบี้สนับสนุนอย่างหนักจากทำเนียบขาวและนักการเมืองบางกลุ่มที่คาดหวังว่านายเบอร์นันเก้ จะ "ตอบแทน" แรงสนับสนุนดังกล่าว โดยการช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่จะต้องมีการเลือกตั้ง ส.ส.ทั้งหมดและวุฒิสภาอีก 33 คน ซึ่งเราก็เคยพบเห็นมาแล้วในยุคทศวรรษ 70 เมื่อ 40 ปีที่แล้วว่า เมื่อธนาคารกลางดำเนินนโยบายการเงินที่หละหลวมเกินไปอัตราเงินเฟ้อจะค่อยๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนในตอนปลายทศวรรษ 70 อัตราเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขสองหลักทั้งโลก จนในที่สุด ธนาคารกลางสหรัฐต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นไปสูงถึง 20% จึงจะสามารถกระชากอัตราเงินเฟ้อให้ลดลงได้แต่เศรษฐกิจโลก ก็เข้าสู่สภาวะถดถอยอย่างรุนแรงในช่วง 1980-1983
แต่ฝ่ายตรงข้ามกับแนวคิดดังกล่าวเห็นว่าความตกต่ำของเศรษฐกิจรอบนี้ แตกต่างจากความตกต่ำทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเป็นปกติตามวัฏจักรของเศรษฐกิจที่มีทั้งขึ้นและลง กล่าวคือ ครั้งนี้เศรษฐกิจเข้าสู่สภาวะถดถอย เพราะต้นเหตุจากวิกฤติของสถาบันการเงิน กล่าวคือ ภาคต่างๆ ของเศรษฐกิจกู้หนี้ยืมสินมากเกินไป และเมื่อราคาสินทรัพย์ปรับลดลงหลายภาคเศรษฐกิจ ก็เผชิญกับปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว และภาคธนาคารก็เผชิญกับปัญหาหนี้เสียเป็นจำนวนมากทำให้มีทุนไม่เพียงพอ ในกรณีดังกล่าวนาย Kenneth Rogoff ซึ่งในอดีตเคยเป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ และปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด วิเคราะห์ว่า ความตกต่ำทางเศรษฐกิจที่เป็นผลพวงมาจากวิกฤติทางการเงินนั้น ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างเชื่องช้าและอ่อนแอ ทั้งนี้ เขาได้ร่วมเขียนหนังสือกับนักเศรษฐศาสตร์อีกคนหนึ่ง คือ Carmen Reinhart ซึ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวิกฤติทางการเงินของโลกในช่วง 500 ปีที่ผ่านมาโดยมีข้อสรุปว่าเมื่อเศรษฐกิจถดถอยเกิดจากวิกฤติทางการเงิน การฟื้นตัวจะต้องใช้เวลานาน 4-5 ปี และภาครัฐจะต้องเข้าไปจุนเจืออย่างมาก ทำให้หนี้สาธารณะต้องปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงจากปัญหาหนี้สินของภาครัฐ อันจะส่งผลทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีความเปราะบางเพิ่มขึ้นได้อีก
ทั้งนี้ เพราะวิกฤติทางการเงินทำให้ผู้บริโภคและบริษัทต้องลดหนี้สินที่ได้สร้างขึ้นอย่างมากมายในช่วงที่เศรษฐกิจเกิดฟองสบู่ ทำให้ต้องออมมากขึ้นเพื่อชดใช้หนี้สินจึงไม่สามารถเพิ่มการบริโภคเพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ ในขณะเดียวกัน ธนาคารพาณิชย์ที่เผชิญกับปัญหาหนี้เสียต้องทยอยเพิ่มทุนอย่างต่อเนื่องก็จะไม่ยอมขยายสินเชื่อ ซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุน
ประสบการณ์ของประเทศไทยหลังวิกฤติเศรษฐกิจในปี 1977 ซึ่งมีรากฐานมาจากวิกฤติทางการเงินสะท้อนประเด็นปัญหาที่กล่าวข้างต้น คือ เมื่อไทยต้องลดค่าเงินบาทจาก 25 บาท เป็น 40-50 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ ในปี 1997-1998 ก็ทำให้เป็นห่วงว่าจะต้องเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อ เพราะลดค่าเงินมากถึง 30-40% แต่ปรากฏว่ามีอัตราเงินเฟ้อสูงเพียง 1 ปี แต่หลังจากนั้น กลับกลัวปัญหาเงินฝืดในช่วง 2000-2001 ทำให้ต้องลดดอกเบี้ยลงเหลือเพียง 1% ขณะที่ธนาคารก็ต้องแก้ปัญหาหนี้เสียและไม่ยอมปล่อยกู้เพิ่มจนกระทั่งปี 2002 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจนั้นค่อนข้างจะกระท่อนกระแท่นและยาวนาน หากพิจารณาว่าเศรษฐกิจเข้าสู่สภาวะถดถอยในปี 1997 ก็ต้องสรุปว่ากว่าเศรษฐกิจกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ก็ต้องใช้เวลานานถึง 5 ปีจากปี 1997 ถึง 2002
ดังนั้น หากประเทศหลักๆ ของโลก ได้แก่ สหรัฐ ญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปเผชิญปัญหาการฟื้นตัวคล้ายคลึงกับประเทศไทย กล่าวคือ การฟื้นตัวต้องใช้เวลายาวนาน และเสี่ยงต่อปัญหาเงินฝืดมากกว่าเงินเฟ้อ ก็อาจส่งผลให้ความเสี่ยงโดยรวมของเศรษฐกิจโลกนั้นอาจไม่ได้มาจากปัญหาเงินเฟ้อ แต่ภัยอันตรายอาจมาจากปัญหาเงินฝืดก็ได้ ทั้งนี้ เพราะประเทศหลักๆ ที่กล่าวข้างต้นนั้น มีจีดีพีรวมกันประมาณ 35 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ในขณะที่จีนซึ่งมีปัญหาเงินเฟ้อมีจีดีพีเพียง 5 ล้านล้านดอลลาร์ครับ
|