- ปชป.แสบบังคับขายผ่านเอเฟท
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)ให้นำข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล 2 ล้านตัน เปิดระบายผ่านตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า(เอเฟท) หลังจากการระบายข้าวผ่าน 3 วิธีคือ การระบายรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) การเปิดให้ผู้ส่งออกที่มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเสนอซื้อข้าวในสต๊อกรัฐบาล และการตั้งราคากลางเพื่อให้เอกชนมาเสนอราคาซื้อ ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะติดปัญหาเกณฑ์คำนวณค่าเสื่อมสภาพที่นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกขช.ไม่เห็นชอบอัตราคำนวณค่าเสื่อมสภาพ ตามที่กรมการค้าต่างประเทศเสนอมา
"การประชุมกขช.ครั้งที่แล้ว ทางนายไตรรงค์ได้ตีกลับเรื่องอัตราคำนวณค่าเสื่อมสภาพ ที่กรมการค้าต่างประเทศเสนอมาใหม่โดยหักค่าเสื่อมสภาพข้าว 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จากเดิม 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเนื่องจากเห็นว่าการหักค่าเสื่อมสภาพข้าวแทนที่คิดจากสภาพข้าวจริง กลับนำต้นทุนดอกเบี้ยจากการรับจำนำมาคิด ดังนั้นเมื่อสรุปเรื่องค่าเสื่อมสภาพไม่ได้ จึงต้องระบายข้าวผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้ารูปแบบเดียว โดยทยอยระบายครั้งละ 2-3 แสนตัน"
รายงานข่าวจากวงการค้าข้าวแจ้งว่าเอกชนกำลังจับตามองการระบายข้าวผ่านตลาดเอเฟท เนื่องจากมีการวิเคราะห์กันว่าเป็นเกมการเมืองระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย เพราะเดิมพรรคภูมิใจไทยต้องการระบายข้าวผ่านวิธีให้เอกชนมาเสนอซื้อข้าวในสต๊อกรัฐบาล แต่พรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้ระบายผ่านตลาดเอเฟท จึงได้ตั้งเงื่อนไขการหักค่าเสื่อมสภาพขึ้นมาขวางการระบายข้าว เพื่อไม่ให้พรรคภูมิใจไทยระบายข้าวผ่านวิธีดังกล่าวได้ สอดคล้องกับมติของกขช. ที่มีนายไตรรงค์ เป็นประธานในวันนั้นโดยให้ผู้ส่งออกที่จะร่วมประมูลหรือเสนอซื้อข้าวจากรัฐบาล จะต้องมีประวัติผ่านการซื้อขายในตลาดเอเฟทก่อน
"การระบายข้าวผ่านตลาดเอเฟท แม้ดูโปร่งใสแง่การแข่งขัน และสะท้อนราคาตลาดที่แท้จริง แต่มีจุดอ่อนใหญ่ คือการปั่นราคาสินค้า เหมือนการซื้อขายในตลาดหุ้นโดยคาดว่าผู้ได้รับประโยชน์มากสุดจากการระบายข้าวผ่านเอเฟท คือ ผู้ประกอบการโรงสีที่ซื้อขายผ่านเอเฟทอยู่แล้ว ส่วนผู้ส่งออกมีเพียง 2-3 ราย ที่เคยมีประสบการณ์ซื้อขายข้าวจากเอเฟทมาก่อน ".--จบ--
--เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 8 ก.พ. 2553 (กรอบบ่าย)-- |