ภัยแล้งรุนแรงในรอบ 5 ปี
Source - เว็บไซต์เดลินิวส์ (Th)
Thursday, March 11, 2010 02:59
44849 XTHAI XGEN V%NETNEWS P%WDN
เกิดพายุหิมะในหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ญี่ปุ่น หรือจีน เกิดพายุลูกเห็บและน้ำท่วมหนักในออสเตรเลีย เหล่านี้ล้วนเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ไม่รวมกับการเกิดแผ่นดินไหวสร้างความเสียหายทั้ง ชีวิตและทรัพย์สินในอีกหลายประเทศ แม้จะไม่มีข้อมูลอ้างอิงว่า สาเหตุเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
แต่หลายคนก็เชื่อว่ามีผลต่อเนื่องมาจากการที่สภาพอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป อันเกิดจากปัญหาโลกร้อน
สำหรับประเทศไทย เรากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นกัน นั่นคือ ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่า จะมีฝนทิ้งช่วงเป็นระยะเวลายาวนานและปัญหามีแนวโน้มรุนแรงที่สุดในรอบ 5 ปี
จะเห็นได้ว่าปีนี้ภัยแล้งมาเร็วกว่าปกติ เริ่มตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา โดยพื้นที่ในตอนบนของภาคเหนือและอีสาน ก่อนจะกระจายมาที่ภาคเหนือตอนล่าง อีสานล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลางและภาคใต้ บางส่วน
อีกหนึ่งสัญญาณที่ทำให้เกิดว่าภัยแล้งในปีนี้ค่อนข้างจะสาหัสก็คือ ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงมีระดับต่ำอย่างรวดเร็ว แม้จะยังมีข้อขัดแย้งกันถึงสาเหตุที่ทำให้ระดับน้ำลดต่ำลง บ้างก็ว่าเป็นเพราะประเทศจีนสร้างเขื่อนหลายแห่งและกักเก็บน้ำโดยปล่อยน้ำลงมาน้อย บ้างก็ว่าตอนนี้ที่จีนยังหนาวอยู่ หิมะยังไม่ละลาย จึงยังไม่มีปริมาณน้ำลงมาเติมแม่น้ำโขง
แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขง เหือดแห้งลงไปทุกทีแล้ว
ล่าสุด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ได้รายงานสถานการณ์ภัยแล้งรวมทั้งสิ้น 36 จังหวัด 277 อำเภอ 1,874 ตำบล 13,975 หมู่บ้าน ราษฎรเดือดร้อน 3,931,713 คน 1,029,811 ครัวเรือน พื้นที่ประสบภัยแล้งมากกว่าปี 2552 จำนวน 7 จังหวัด 49 อำเภอ 709 ตำบล 4,743 หมู่บ้าน
แยกเป็นภาคเหนือ 13 จังหวัด ภาคอีสาน 6 จังหวัด ภาคตะวันออก 4 จังหวัด ภาคกลาง 9 จังหวัด และภาคใต้ 4 จังหวัด มีพื้นที่การเกษตรจะได้รับความเสียหาย รวม 118,414 ไร่ แยกเป็น พืชไร่ 114,327 ไร่ นาข้าว 3,431 ไร่ พืชสวนและอื่น ๆ 656 ไร่
ถ้าเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกัน ปีที่แล้วจะมีภัยแล้งแค่ 29 จังหวัด โดยมีจำนวนหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 51.38
และคาดว่ากว่าจะสิ้นสุดฤดู จะมีพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งมากกว่า 50 จังหวัด
สำหรับการเตรียมรับมือภัยแล้ง นายอนุชา โมกขะเวส อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย บอกว่า ได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้อง กันและแก้ไขปัญหา ทั้งในส่วนกลางที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และตามภูมิภาคทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ และท้องถิ่น เพื่อให้ทุกหน่วยให้การช่วยเหลือทุกด้านอย่างทั่วถึง
พร้อมกันนี้ยังเตือนเกษตรกรให้ปลูกพืชอายุสั้นที่ใช้น้ำน้อย เพราะหากวางแผนการเพาะปลูกพืชไม่ดีอาจทำให้เกิดความเสียหายได้
ด้านบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด คาดว่าภัยแล้งในปี 2553 จะส่งผลให้ภาคเกษตรกรรมมีมูลค่าความเสียหายไม่น้อยกว่า 6,000 ล้านบาท ทั้งในเรื่องต้นทุนที่สูงขึ้น ผลผลิตเติบโตช้า เก็บผลผลิตได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ผลผลิตเสียหาย บางส่วนหรือทั้งหมด นอกจากนี้ยังจะมีปัญหาข้อพิพาทเรื่องการแย่งน้ำด้วย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุอีกว่า ภัยแล้งยังจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว อันเนื่องมาจากปัญหาหมอกควัน ซึ่งบรรดาเกษตรกรมักจะเผาตอซังข้าว และผลผลิตทางการเกษตรในช่วงนี้ของทุกปี โดยคาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเพราะไม่มั่นใจในปัญหามลพิษ โดยเฉพาะ 3 จังหวัดในภาคเหนือ คือ เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน และมีโอกาสสูญเสียเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวราว 2,000 ล้านบาท
บ้านไหน พื้นที่ไหนที่ไม่ได้ประสบปัญหาภัยแล้ง ก็ควรช่วยกันประหยัดน้ำ อย่าคิดว่า...ธุระไม่ใช่...เพราะมันเป็นความคิดของคนเห็นแก่ตัว !!.
นภาพร พานิชชาติ
ทีมเดลินิวส์ 38
y_38@dailynews.co.th--จบ--
ที่มา: http://www.dailynews.co.th |